หลังจากเห็นตัวอย่างหนังแล้วน่าดู

วันนี้เลยไปดู Clash of Titans มา ที่เมเจอร์ปิ่นเกล้า

ไม่รู้ว่าคาดหวังเยอะไป หรือว่าเพราะเพิ่งดู How to train your Dragon ซึ่งสนุกมากมา

เลยทำให้รู้สึกแอบผิดหวังกับหนังเรื่องนี้

 

 

 

แน่นอนว่าพลอตเรื่องเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้ากรีก น่าจะทำให้น่าสนใจได้ไม่ยาก

และยิ่งเจ๋งเป้ง หากจะโชว์พลัง ความอลังการในหนังประเภทนี้

แน่นอนว่างานสร้างเรื่องนี้เจ๋งมาก ภาพสวย  การออกแบบฉาก ออกแบบแอ๊คชั่น

สัตว์ประหลาดอะไรต่างๆทำได้ดี  ผมชอบฉากดวงดาวตอนต้นเรื่องมาก

แต่เพราะหนังจะดีไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานสร้าง หรือฉากแอ๊คชั่น

 

 

 

หากแต่บท และวิธีการเล่าเรื่อง รวมถึงการให้ค่าน้ำหนังต่างๆของตัวละคร และเหตุการณ์ ก็สำคัญ

จุดนี้เอง เป็นตัวที่ทำให้ Clash of titans ยังเป็นได้แค่ครึ่งเทพ ครึ่งมนุษย์ (สำหรับผม)

ไม่สามารถเป็นเทพได้เต็มตัวเหมือนอย่าง Avartar ,The  Loard of the rings หรือหนังแอ๊คชั่นแฟนตาซีเรื่องอื่นๆ  

 

 

 

หนังดำเนินเรื่องไปอย่างเรื่อยๆเปื่อยๆ บางทีออกจะไม่มีที่มาที่ไปด้วยซ้ำ เหมือนกับหนังพยายามจะผูกติดเหตุการณ์ไปสู่ ตัวประหลาดและฉากแอ๊คชั่นทั้งหลายแหล่ที่เป็นจุดขายของหนัง

ซึ่งทำให้ตัวหนังขาดอารมณ์ร่วม  และทำให้หนังดูหลวมๆ

ยิ่งตัวละครที่มีอยู่มากมาย ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอินไปกับพวกเขาได้เลย

ไม่อิน และไม่ค่อยอยากจะเอาใจช่วย  ทั้งอารมณ์รัก เศร้า โศก ซึ้ง  ตื่นเต้น หรืออะไรที่ควรจะทำได้ดีกว่านี้ก็ไม่มีให้เห็น

 

 

 

(ต่อไปนี้อาจจะมีการสปอยล์บ้าง)

ตัวละครบางตัวหรือเหตุการณ์บางฉากไม่จำเป็นต้องมีเลยด้วยซ้ำ เพราะมีหรือไม่มีก็ไม่ได้มีผลอะไรมากมายกับเนื้อหาของหนัง(ในภาคนี้) เหตุการณ์บางอย่าง บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไปซะดื้อๆ

ตัวละครบางตัวอยู่ๆโผล่มาเหมือนจะมีอะไรแต่ก็ไม่มีอะไร บทก็จากไปซะเฉยๆ  บทจะให้ซึ้งก็ไม่ซึ้ง 

อย่างพวกเพื่อนๆพระเอกทั้งหลายแหล่ ไม่รู้จะมีไว้ทำไม  

ออกมาแล้วก็ตายซะดื้อๆ  ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย เหมือนกับไว้ให้ปีศาจฆ่าเล่นเพื่อเพิ่มความมันส์ของหนัง  ทั้งๆที่บางตัวละครยังมีค่าหรือพัฒนาได้ไกลกว่านั้น

หรือเจ้าหญิงก็ไม่ต้องมีก็ไม่เห็นเป็นไร บทวางไว้หลวมเกิน แล้วตอนจบ พระเอกก็บอกว่าเจ้าจะเป็นราชินีที่ดี(ยังไงฟระ)   ดูแล้วยังไงก็ไม่เชื้อไม่เชื่อ  ถ้าจะอ่อนโยนหรือกล้าหาญก็ควรจะทำตัวเข้มแข็ง ยอมเสียสละแต่แรกสิ ไม่ต้องรอจนนาทีสุดท้าย  ตัวละครอาจจะดูสง่างาม และน่าเชื่อถือมากกว่านี้ แซม ดูยังไงก็เหมือนเป็นตัวละครเดียวกันกับในอวาตาร์

 

 

 

ส่วนพวกปีศาจทั้งหลายก็ดูดีในแง่การออกแบบ แต่ก็ดูยังไงไอ้อสูรตัวสุดท้ายก็ไม่น่าจะฆ่าไททันได้

สรุปรวมๆก็คือหนังไปไม่สุด  อะไรหลายอย่างไม่มีที่มาที่ไป  หลายอย่างดูไม่ต้องมีก็ได้ และดูแล้วไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละคร(ไม่อิน) ไม่อินไปกับการกระทำ ไม่อินไปกับเหตุการณ์  แต่ฉากแอ๊คชั่นมันส์ งานสร้างสวย

 

 

 

และก็เรื่องนี้ดูธรรมดาก็พอ เพราะทรีดีแย่มากๆ  แทบไม่รู้สึกอะไร แถมบางฉากยังดูหลอกๆ เป็นเลเยอร์ซ้อนๆกันอีก ดูแล้วเสียดายตังค์ค่าทรีดีมาก  

(เจมส์ คาเมรอนบอกเรื่องนี้ไม่ใช่ 3d  เป็นได้มากสุดแค่ 2.8d)

 

 

 

 

 

คะแนน c+ 

 

 

How to train your dragon

เมื่อชีวิตยังมีทางให้เลือกเดิน(หรือบิน) 

 

ผมเข้าไปดูเรื่องนี้ด้วยความที่ไม่ค่อยได้คาดหวังอะไรมากนักถึงคำวิจารณ์จะดี

แต่ด้วยหน้าหนังที่ดูเหมือนจะเด็ก เลยทำให้เป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจดูแต่แรก

แต่อยากฆ่าเวลา และไม่รู้จะดูเรื่องอะไร

แต่กลายเป็นว่าหนังที่ผมไม่ได้คาดหวังมากนี่กลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆเลยครับ

พลอตเรื่องอาจไม่ได้แปลกประหลาดอะไร เป็นเรื่องธรรมดาพื้นฐานเกี่ยวกับมิตรภาพ

การค้นหาตัวตน  และหนทางที่เหมาะสมของการดำรงอยู่ 

แต่ที่หนังทำได้ดีมากๆก็คือการสื่อสารเรื่องธรรมดาๆเหล่านี้ออกมาได้อย่างถึงอารมณ์

ทั้งอารมณ์ ตลก  อารมณ์เศร้า  อารมณ์ซึ้ง  

และในหนังยังมีอีกอารมณ์ที่ผมชอบคืออารมณ์อิสระ 

(จากนี้ไปจะเป็นการสปอยล์ นิดหน่อย)

หลายฉากที่ตัวละครได้ดำดิ่งโลดแล่นไปตามความเชื่อของตัวเองผมพลอยรู้สึกไปด้วย

และช่วงที่ตัวละครพาเราทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า มันทำให้เกิดอารมณ์อิสระได้เหลือเชื่อ 

เพลงประกอบก็ทำได้ยอดเยี่ยม เข้ากับอารมณ์หนังได้ดี

 การออกแบบคาแรกเตอร์ทุกตัวดูมีเสน่ห์และมีมิติ   ตั้งแต่ไวกิ้งจนถึงมังกร

 

ทำให้เราหลงรักและเอาใจช่วยได้ไม่ยาก

เนื้อหาก็สอดแทรกอะไรไว้มากพอสมควรตามที่การ์ตูนเรื่องหนึ่งๆจะพอทำได้

เป็นการแสดงที่มาที่ไปและการหาเหตุผลของการกระทำ

ว่าบางทีคนเราก็ชอบมองอะไรอยู่ด้านเดียว ทั้งๆที่อาจจะมีเส้นทางอีกหลายทางไว้ให้เราเลือกมากมาย

(เหมือนกับที่ชาวไวกิ้งมองมังกรว่าเป็นภัยร้าย เจอเมื่อไหร่ให้ฆ่าๆๆ โดยที่ฝ่ายมังกรเองก็มีเหตุผลของการกระทำ)

ส่วนพระเอกที่มีความคิดแปลกแยกแตกต่างก็ถูกมองเป็นตัวประหลาดของสังคม

ไม่ได้รับการยอมรับ  เพราะคิดไม่เหมือนคนอื่น ทั้งๆที่แนวคิดใหม่นั้นอาจจะนำพาสิ่งที่ดีกว่าหรือไม่มาให้ก็ได้

แต่คนอื่นๆก็ยังยึดติดกับค่านิยมแบบเดิมๆ  จนนำไปสู่จุดพีคของเรื่องในที่สุด

จึงจะได้รู้และยอมรับในวิถีอีกแบบ(ทำนองไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา)

 

ส่วนด้านภาพ ก็ทำได้สวยเนียนตามาก เป็นอีกเรื่องที่ทำสามมิติได้ดี(ผมดูโรง 3d)

น่าจะดีรองลงมาจาก Avatar เลยทีเดียว(ในด้านงานสามมิติ)

และดีกว่า Alice in Wonderland ของเฮียทิมไปเยอะ

lสามมิติไม่หวือว่า พุ่งหรือลอย  แต่มีมิติ และสามารถทำหน้าที่ดึงเราเข้าไปในหนังได้

ยิ่งฉากสงครามมังกรนี่ทำได้ดีมาก ยิ่งใหญ่และอลังการ และสวยงาม

 แนะนำให้ลองดูโรงสามมิติครับสำหรับเรื่องนี้

 

สำหรับผมเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องที่ประทับใจ และอยากแนะนำให้ไปดูกันครับ

หนังไม่เด็ก  ยิ่งใหญ่ และสนุกมากๆครับ   ทำได้ดีในทุกๆองค์ประกอบเลยครับ

 

คะแนน B+

ผมรักกลางคืน

posted on 27 Mar 2010 00:37 by saei

ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

หลายครั้งที่ผมรู้สึกชอบเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน

ไม่ว่าที่ไหนๆ เวลาท้องที่ฟ้ามืดมิด มันมักจะมีเสน่ห์ของมัน

เปล่า

ผมไม่ได้ชอบเที่ยวกลางคืน ผมไม่ค่อยถูกชะตากับผับบาร์ หรือเหล้าเบียร์

อาจมีบ้าง

แต่ก็แค่เพิ่มรสชาติ เป็นไปตามคนรอบข้างมากกว่า

หากทุกครั้งที่ผมได้อยู่คนเดียวภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี

ไม่ว่าจะเป็นฟ้าไร้ดาวหรือพราวพร่างพราย

ผมจะรู้สึกอิสระ หัวใจโลดเล่น ความสุขอบอวล(เว่อร์ไปมั้ย)

เคยนั่งมองพระจันทร์สีเงินอยู่เดียวดายริมชายหาดที่เกาะกลางทะเล

สายลมพริ้วพัดกอดกาย หอมกลิ่นเสรี 

เงียบเหงา หวานเศร้า วังเวง

นั่งดูแสงดาวสกาวราวหยดเพชรนับล้านกลางขุนเขากว้างใหญ่

อากาศเย็นฉ่ำน้ำค้าง สายหมอกเคลื่อนคล้อยเบาบาง

แม้ในเมืองใดที่จรผ่าน

ผมมักเดินย่ำไปในราตรีอยู่เสมอ

หลายครั้งที่ออกเดินเลียบแม่น้ำ ข้ามสะพานอยู่ไกลในอีกซีกโลก

แต่ราตรีที่นิ่งสนิทยังคุ้นเคย หอมหวานเหมือนกันทุกที่

 

ค่ำคืนนี้กรุงเทพอากาศดี

เย็นกว่าทุกวัน

สี่ทุ่ม ผมออกไปเดินเล่นถนนข้าวสาร

เดินไปเรื่อยๆ กินข้าว

มองดูผู้คนมากมาย

ทะเลผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่

ต่างไขว่คว้ามุ่งหน้าไปตามเส้นทางของตน

 

เที่ยงคืน ผมเดินผ่านถนนราชดำเนินที่ปิดการจราจรไปด้วยกลุ่มชนผู้แสวงหาประชาธิปไตย

ผมไม่แน่ใจว่าผมรู้สึกยังไง

ความรู้สึกมากมายมันประดังประดาเข้ามาไปหมด

อีกทั้งความทรงจำและความคิดมากมายต่างทะลักทะลายไหลผ่านเหมือนสายน้ำ

 

ผมเดินไปเรื่อยๆ  คำถามที่ยังไม่เคยได้รับ

คำตอบมากมายล้วยผุดพรายขึ้นมา

ชีวิตคืออะไร

ผมจะอยู่ไปเพื่ออะไร

แล้วผมต้องการอะไรจริงๆกันแน่

 

 

วูบหนึ่ง

ความคิดต่างๆในหัวรวมกลุ่มกันแล้วสูญสลายสิ้น

ผมเกิดความคิดอยากวิ่งผ่านเข้าไปในถนนที่รถกำลังแล่น

เป็นความคิดเพียงวูบเดียว ชั่วเสี้ยววินาที

แต่สารภาพว่าผมกลัวตัวเองในเวลานั้นมากจริงๆ

ไม่ได้คิดอยากตายเลย 

แต่สมองว่างเปล่า

แค่อยากวิ่งเข้าไปแบบนั้นเฉยๆ

 

 

ผมเดินต่อไป สุดริมน้ำเจ้าพระยา

เดินขึ้นไปบนสะพานพระปิ่นเกล้า

สายลมเย็นเรียงร้อยรัดร่าง กอดกายอบอุ่น

ความสุขลอยฟ่องฟูฟองอยู่ในอกเหมือนฟองอากาศ

ผมก้าวเดินให้ช้า

อดีตไหลผ่านมาเป็นภาพความทรงจำรางเลือน

ราตรีในกรุงเทพไร้ดาว

มีเพียงแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีเหลืองหม่นเศร้าที่ทอแสงเบาบางขับกับแสงไฟเมืองหลวง

ท้องฟ้าสีดำซีด

เจ้าพระยาไหลเลาะเป็นสีดำมืดสนิท

ผมอ้อยอิ่ง

 

รถรายังไม่หยุดวิ่ง

สายน้ำยังไม่หยุดไหล

 

แต่ทั้งโลกของผมเงียบงัน

 

นิ่งสนิท

 

เสมือนกาลเวลาหยุดลง

 

 

 

edit @ 27 Mar 2010 01:50:31 by saei

วันนี้อยู่ๆก็อยากกินไข่พะโล้ขึ้นมาเฉยๆ

มองดูนาฬิกาก็สี่ทุ่มแล้ว ดึกป่านนี้จะไปหาไข่พะโล้ที่ไหนกิน

จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าไม่ได้กินไข่พะโล้มานานมาก

แล้วอย่างแรกที่นึกถึงก็คือเซเว่น  เพราะเชื่อว่าเซเว่นน่าจะมี

ครั้งนึงเคยอยากกินกล้วยบวดชีตอนตีสาม   ไม่รู้จะไปหาที่ไหน

ไปเซเว่น เสือกมี 

ดังนั้นไข่พะโล้ก็น่าจะมีเหมือนกัน

เลยลองรีเสิร์ชใน Google ดูว่าไข่พะโล้+เซเว่น

จึงได้รับคำยืนยันว่ามีไข่พะโล้ขาย

แต่พอไปถึง

 

 

O[]o

เซเว่นสาขาแถวหอเสือกไม่มีขาย  จะเดินออกไปเซเว่นหน้าปากซอยก็ใช่ที่   เลยด้อมๆมองๆอยู่แถวนั้น  เห็นไข่เค็ม     ไข่ไก่ต้มสุก   แล้วก็ไข่ต้มสมุนไพรจีน สูตรเสฉวน(ทำไมมาอยู่เซเว่นได้ฟระ)  ที่จริงไอ้ไข่สมุนไพรนี้เคยเห็นมานานละ 

แต่ไม่กล้าซื้อกินซักที    ด้วยหน้าตาที่ดูน่ากลัวเกินไป

แต่ ณ. จุดนี้  คิดว่านี่คงเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับไข่พะโล้มากที่สุด 

เลยตัดสินใจหยิบมาหนึ่งห่อ 18 บาท

กลับมาถึงหอ แกะออกมา ไข่เป็นสีดำ รูปร่างบิดเบี้ยวตามถุงสุญญากาศ    กัดคำแรก 

รสชาติเหมือนไข่พะโล้ที่เคี่ยวนานๆ 

คือมันจะหวานๆ แล้วไข่ขาวก็จะแน่นๆ เด้งๆ เป็นยางๆ กรุบๆอะ

นึกออกมั้ย   แล้วรสมันก็ซึมเข้าไปถึงไข่แดงร่วนๆด้วย

อุปมาได้ว่าเหมือนไข่พะโล้จริงๆ 

อืม    และวันนี้ก็ได้กินไข่พะโล้(ที่จริงเป็นไข่ต้มสมุนไพรจีนสูตรเสฉวน)สมใจอยาก   

 

 

ปล.ด้วยความรีบ(กิน) จึงไม่ได้ถ่ายรูปมา  หาดูได้ตามเซเว่นอีเลเว่นทุกสาขา(มั้ง) นะครับ

 

 

จงรักษาประเทศไทยไว้เท่าชีวิต

ปี   2553     จุดจบประเทศไทย......ถ้ายังเป็นคนไทยอยู่ช่วยอ่านด้วย
เรื่องนี้คนไทยทุกคนควรที่จะได้รู้ ..ประเทศต่างๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ..ประเทศไทยก็ไม่พ้นวิถีนี้เช่นกัน

สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโคซึ่งเป็นสถาบันที่สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น
แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศที่จะเกิดตามมา

ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า ประเทศไทยจะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน ! ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์   การค้าเสรีจะมีผลสมบูรณ์ สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล

ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้ เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่าสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๊ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

เนื่องจากในอีก 10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้ วิกฤตที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย  รัฐบาลไทยจะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจากธนาคารไทยกลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว
ไฟฟ้าก็แพงขึ้น   น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เขาสามารถตั้งราคา   ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น  ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้

ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้ การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา  คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่ามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้ เพราะธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Big C, Lotus,
Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ

ดังนั้น   เงินตราของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก   เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด... เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ...รัฐจะอยู่ได้ฤา ?

4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม ในปี 2553 คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็นความล้มเหลวของรัฐบาลไทย การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น
จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร  ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว  การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน

จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณจันทบุรี   ตราด   ระยอง   ฉะเชิงเทรา  จะขอแยกตัวตามมา เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ  การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก นั่นหมายถึง การซื้อประเทศไทย คล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก  Russia ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่

เราจะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ?

ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี  และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองการค้า การเมือง สังคมไปพร้อมกัน รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามอง อาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจก่อนล่มจริง... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย แทนที่ไปเดิน big-c, lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาทเพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ บิกซี โลตัสเหมือนกัน

นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดังผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น  เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์  แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์ สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ
ถ้าซื้อจากห้าง 1,000บาท  มันไหลไปต่างประเทศ 900บาท ที่เหลือ 100 บาท

ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียวห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง ทั่วประเทศ
คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ100 เปอร์เซ็นต์เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้  ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง
เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด

ผมอธิบาย วิธีสิ้นชาติแบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟังหัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ ได้ผล... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก
พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย
ผมก็อธิบายคำว่า  license ( ค่าลิขสิทธิ) ให้ลูกฟังผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธ
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิมันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน   ขนมต่างชาติ ห่อสวย   แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิเวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปีผมสอนแบบนี้  ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย  ผมทำได้และได้ทำแล้ว

ปล. ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับยาวไปหน่อย แต่อยากให้อ่าน

               ..................... --**  คัดลอกมาอีกทีครับ  ** --....................










สืบเนื่องมาจากบทความข้างบนที่บอกว่ามีคนคัดลอกมา  แล้วผมก็คัดลอกเขามาอีกทีครับ   
ผมเห็นว่าบทความดังกล่าว เป็นบทความที่น่ากลัวมาก  และที่น่ากลัวกว่าก็คือ    ตัวผมเองเมื่อได้อ่านแล้ว  แล้วก็ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวดี  แล้วก็พยายามจะปฏิบัติตัวตามที่ผู้เขียนได้บอกว่าวิธีรับมือนั้นควรทำอย่างไร 
แต่!!!   ผมกลับพบว่าอะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไป และบางครั้งจนถึงหลายครั้งที่เป็นเหตุให้แนวปฏิบัติดังข้างต้นเป็นไปได้ลำบาก   ซึ่งผมจะวิเคราะห์ออกมาให้ฟังกันนะครับ 
จริงอยู่ว่า การซื้อของที่โลตัส บิ๊กซี นั้นเงินส่วนใหญ่จะไหลออกนอกประเทศก็จริง  แต่ว่าสิ่งที่โลตัส บิ๊กซี มีให้ก็คือความสม่ำเสมอ และวางใจได้ในแง่ของคุณภาพและบริการ  ผมสามารถซื้อของได้อย่างสบายใจ  
แต่  กับร้านขายของชำหรือร้านโชว์ห่วย (บางที่นะครับ  ไม่ใช่ทุกที่)  หรือกับแม่ค้าในตลาดบางเจ้า  บางคนนั้นแค่เห็นหรือแค่ฟังก็ไม่อยากจะซื้อของแล้วล่ะครับ  ร้านของชำบางที่ แค่จะเลือกของยังไม่ได้เลย ต้องให้เถ้าแก่หยิบให้  หรือไปซื้อส้มที่ตลาดบางเจ้า แม่ค้าก็ไม่ให้เลือก แล้วก็หยิบลูกเน่าๆเข้ามาปนๆ ซึ่งทำให้คนซื้อรู้สึกแย่มากกกครับ   บางทีขอซื้อแค่ครึ่งโลก็ไม่ขายอีกต่างหาก  แถมไม่ซื้อยังด่าไล่หลังด้วย (แค่บางเจ้านะครับ  ไม่ใช่ทุกเจ้า)
หรือในเรื่องของการบริการ  ผมเองเคยไปเที่ยวที่ปราณบุรี แล้วจะพายเรือคายักครับ ผมก็ไปเช่าเรือที่แม่ค้าเจ้าหนึ่ง  ตามปกติจะต้องเป็นหน้าที่ของเค้าที่จะต้องลากเรือลงทะเลให้เรา เพราะเค้ามีทั้งรถลากแล้วก็แรงงานผู้ชายสองคน  แต่พอเค้ารับเงินไปเท่านั้นเค้าก็บอกว่าจะเอาลำไหนไปเลือกเอา แล้วก็บอกให้ลากเอง  พี่ผู้ชายสองคนก็เดินหนีไปซะงั้น  ผมเหวอเลยครับ แล้วก็พยายามลากไปเอง แต่สุดท้ายลากไม่ไหวก็ไปบอกให้พี่เค้าช่วย แต่แม่ค้าก็ไม่สนใจ  ผมก็เลยไปขอเงินคืนก็จะไม่ให้อีกจนเถียงกันอยู่นานกว่าจะได้เงินคืนครับ แถมเรือก็ไม่ได้พายด้วย เสียความรู้สึกมาก
พฤติกรรมพวกนี้นี่เองที่พวกเราไม่สามารถควบคุมได้  แล้วเราก็จะเห็นพฤติกรรมพวกนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในชนบท  ทุกๆที่ที่แนวคิดในเรื่องของทุนนิยมเข้าไปถึง  คนไทยส่วนมาก(ปัจจุบัน) มีนิสัยรักสบายอยู่แล้วตามสภาพสังคมที่อุดมสมบูรณ์และเนิบช้า(ต่างจังหวัด และอดีตนะครับ  ไม่รวมในเมือง)  ซึ่งนิสัยนี้เข้าไม่ได้กับระบบทุนนิยมอย่างแรง  เลยกลายเป็นว่าความคิดเรื่องของการแข่งขันเพื่อดึงศักยภาพของมนุษย์ก็กลับกลายเป็นค่านิยมในความเห็นแก่ตัว และเอาเปรียบ   ลักษณะนิสัยที่ "อะไรก็ได้"  หรือ "ช่างมันเถอะ"   "ไม่เป็นไร"  ก็เริ่มหายไปจากสังคม  
คนในสังคมจำนวนมากก็เริ่มแสดงสิทธิเสรีภาพ ออกมามากมาย  โดยบางคนออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆโดยยังไม่เข้าใจอะไรเลยด้วยซ้ำ  แล้วใครที่มีความเห็นต่างจากตนก็เห็นว่าเป็นคนเลวไปซะหมด
โดยส่วนมาก(มากจริงๆ) มักเป็นการมองด้านเดียวตามลักษณะของวัฒนธรรมทางสังคมไทยที่สั่งสมกันมานาน ที่มักได้รับการสั่งสอนว่าให้เชื่อฟังผู้ใหญ่  หรือเกณฑ์ต่างๆที่บอกว่าอันนี้ดี  อันนั้นไม่ดี  ทำอย่างนี้ผิด  ทำอย่างนี้ถูก  โดยส่วนมากไม่ได้มองและวิเคระห์กันที่เหตุผลกันอย่างจริงๆจังๆ  แต่เป็นการเชื่อตามๆกัน  เช่นลูกก็ต้องเชื่อฟังพ่อแม่  เด็กก็ต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่  เป็นนักเรียนก็เชื่อครู  เชื่อหนังสือ เชื่อตำรา  หลายคนออกมาประกาศปาวๆว่าบุหรี่มันไม่ดี  ท้องก่อนแต่งไม่ดี  ก็ไม่ดีตามกันไป  แต่น้อยคนที่จะคิดจริงๆจังๆว่ามันไม่ดียังไง เป็นต้น    หลายคนไม่เคยตระหนักเลยด้วยซ้ำว่าความที่ว่าดีหรือไม่ดีมันเป็นแค่สิ่งที่มนุษย์บางกลุ่มตั้งขึ้น  และหลายครั้ง คนที่แตกต่าง(แต่ไม่โดดเด่น) ก็ไม่ได้รับการยอมรับ    
ด้วยรากฐานทางวัฒนธรรมดังกล่าวที่ฝังรากรึกในสังคมไทยยาวนาน ทำให้การพัฒนาประเทศ(ตามระบบทุนนิยม) ที่เราเดินตามอารยะประเทศ(อเมริกา  ญี่ปุ่น  ตะวันตก)  มันผิดเพี้ยนและเข้าไม่ได้กับสังคมไทย ก่อเกิดเป็นระบบที่แตกต่างออกไป เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ก็ไม่รู้ว่าจะส่งผลยังไงต่อไป  
ที่พูดมา ผมไม่ได้จะโจมตีระบบทุนนิยม หรือ โจมตีรากเหง้าของความเป็นไทย   แต่จะวิเคราะห์ให้ฟังว่าระบบบางอย่างมันก็จำเป็นที่จะต้อง มีปัจจัยที่เหมาะสม     


ในวันที่โลกกำลังจะขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประชากรมากขึ้นทุกทีๆ และภัยธรรมชาติต่างๆ  
แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ของคนไทย (คนไทยไม่เคยอดตาย)   ตอนนี้ถูกชาวบ้านมากมายขายเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ซื้อจักรยานยนต์ ซื้อเทคโนโลยี  เป็นเหยื่อของทุนนิยม หรือแม้แต่การเล่าเรียน(ผมมองว่าวัฒนธรรมการเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นหนึ่งกระแสของความเป็นทุนนิยมในสังคมเอเชีย  ใครไม่เรียนก็จะหางานไม่ได้ ไม่เจริญ ใครเรียนก็จบมามั่นคง มีงานทำ มีเงิน ยิ่งได้ทำงานบริษัทต่างชาติก็ยิ่งมีโอกาสก้าวหน้า)   การทำการเกษตรแบบปลูกไว้กินเหลือไว้ขายได้ตายจากไปหมดแล้ว เพราะเราไม่ได้พัฒนาในด้านของการกเษตรหรืองานฝีมือมาตั้งแต่ต้น เราไม่คิดจะพัฒนาในสิ่งที่เรามี ที่เราเป็น
ส่วนใหญ่จะมัวแต่พัฒนาชาติให้เจริญ   ใครจะรู้ว่าวันนี้ประเทศที่มีอำนาจาจเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางทหาร  ทางการเงิน หรือเทคโนโลยี   แต่อีกไม่กี่ปีแผ่นดินที่มั่งคั่งและอุดมไปด้วยอาหารต่างหากจะเป็นที่ต้องการ(เมืองไทยโยนอะไรลงไปก็งอก)    ถึงวันนั้นก็อยู่กับพวกเราเองว่าจะยังคงรักษารากเหง้าของเราเอาไว้ได้รึเปล่า  

ปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้นจากคนที่ไม่เคยเข้ามาอ่านกระทู้พวกนี้เลยด้วยซ้ำ  บางครั้ง ผมก็อยากจะทำอย่างผู้เขียนบ้าง เดินไปตลาด หาซื้อข้าวเหนียวสังขยามากิน   แต่จะเอาอะไร ในเมื่อข้าวเหนียวสังขยามันยังใส่กล่องพลาสติกมาเลย  !!!




ที่ผมทำได้ก็แค่เจอใครที่ยังใช้ใบตองก็พยายามซื้อจากเจ้านั้น  เจอแม่ค้าคนไหนที่ใจดี มีน้ำใจ ก็ช่วยสนับสนุน( คนไหนเอาเปรียบเราก็อย่าไปซื้อมัน ซักวันเค้าอาจจะรู้ตัว)     ซื้อข้าวซื้อของหวานก็พยายามหิ้วปิ่นโตไปใส่  
ก็ได้แต่รอว่า สักกวันข้าวเหนียวมูลในห่อใบตองมันจะกลับมา  T^T   












ภาคพิเศษ


อันนี้ขอเล่าเสริมนิดนึงนะครับว่ามันก็ไม่ได้มีแต่แง่ที่น่ากลัว  แง่มุมงามๆก็ยังคงมีอยู่  คือบ้านผมจริงๆเนี่ยอยู่ต่างจังหวัด(เชียงราย) ซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวเมืองของจังหวัดนะครับ  แต่อยู่บ้านนอกแบบเป็นหมู่บ้านแบบเดิมๆเลย    ที่บ้านผมจะปลูกกล้วยไว้เยอะมาก   แล้ววันนึงกล้วยก็ตกเครือสุกเหลืองเยอะแยะ แม่ก็บอกให้ผมไปตัดแล้วเอาไปใหป้าข้างบ้าน ผมก็ให้ไปทั้งเครือนั่นแหละ  แล้วพอตกตอนเย็น คุณป้าก็เรียกผมไปหา แล้วแกก็ยกหม้อมาให้หม้อหนึ่ง ซึ่งข้างในเป็นกล้วยบวดชีเต็มหม้อเลยครับ  เป็นกล้วยบวดชีที่อร่อยมาก   

ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่อยากให้เห็นว่าแง่มุมงามๆยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกใบเล็กๆที่ชักจะแคบเข้าทุกวันๆ

ยาวไปหน่อย  โทษทีนะครับ   ^^

 

 

 โปสการ์ด...ตัวหนังสือและคนแปลกหน้า

 

 

ราล้วนเริ่มต้นด้วยการเป็นคนแปลกหน้า การเข้าโรงเรียนใหม่ มหาลัย ที่ทำงาน โลกไซเบอร์
หรือไม่ว่าที่ไหนๆ ก่อนที่เราจะรู้จักกัน มันต้องมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นความคิดที่คล้ายกัน ชอบอะไรเหมือนๆกัน ใช้ส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยกัน  หรืออาจเกิดจากการต้องการใครสักคน
ทุกวันนี้ ในโลกที่การส่งจดหมายหรือส่งสารหาใครทำได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้วคลิก สเน่ห์บางอย่างของตัวหนังสือและการรอคอยได้จางหายไป ความรู้สึกดีๆตอนได้รับซองจดหมาย กล่องพัสดุ หรือโปสการ์ดแล้วค่อยบรรจงแกะเปิดออกดูลามือของคนข้างในเริ่มน้อยลง ผู้คนเริ่มมองไม่เห็นมนต์ขลังของจดหมาย การเดินทางไกลของจดหมายไปตามถนนหนทาง รถไฟ รถยนต์ และจักรยานของบุรุษไปรษณีย์ ถูกทดแทนด้วยสารบบข้อมูลที่วิ่งไปตามสายหรือสัญญาณด้วยความไวที่เร็วกว่าพริบตา
ผมยังเป็นคนหนึ่งในโลกที่่ยังเชื่อในมนต์ขลัง และหลงรักในสเน่ห์ของการส่งสารผ่านกระดาษและตัวอักษรยังดีใจทุกครั้งที่ได้รับซองจดหมายและรูปสวยๆบนโปสการ์ดจากมือของบุรุษไปรษณีย์หรือตู้จดหมายสีแดงหน้าบ้าน และเชื่อว่าคนอื่นๆที่ได้รับคงรู้สึกไม่ต่างกัน
เมื่อผมมีโอกาสได้เดินทางไปที่ไหนไม่ว่าจะไกล้หรือไกล ผมมักแบ่งเวลาส่วนหนึ่งค่อยๆเขียนความรู้สึกลงบนโปสการ์ดส่งไปไห้ตัวเองและคนรอบกายเสมอ เป็นเรื่องอัศจรรย์ที่โปสการ์ดใบจ้อยเหล่านั้นสามารถเก็บความรู้สึกตอนที่เขียนลงไปเอาไว้ได้ แม้เวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ตาม
ผมเจอที่แห่งหนึ่งในโลกอินเตอร์เนตที่เต็มไปด้วยคนที่ศรัทธาในโปสการ์ด ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนแปลกหน้าที่อยู่ร่วมด้วยความศรัทธาในแผ่นกระดาษเล็กๆนี้เหมือนกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งผ่านความคิดของผมไปสู่คนที่ไม่เคยรู้จัก ผู้คนในนั้นต่างพูดคุยและแลกเปลี่ยนโปสการ์ดกัน ผมเกิดความรู้สึกโหวงๆประหลาดในขณะที่หย่อนโปสการ์ดที่ทำเองลงในตู้ไปรษณีย์ ที่อยู่ที่ผมเขียนได้มาจากอินเตอร์เนต เป็นใครสักคนที่ไม่เคยรู้จัก แต่อยู่บนโลกเดียวกัน ผมกำลังสร้างจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับตัวเอง ความรู้สึกดีประหลาดเกิดขึ้นจากการทำอะไรบางอย่างที่นอกเหนือออกไปจากชีวิตทุกๆวัน
บางครั้ง แค่การได้รู้ว่ายังมีคนที่เชือในสิ่งเดียวกันอยู่ เฉกเช่นคนมากมายที่ศรัทธาในสิ่งที่ตนเชื่อ แม้ไม่เคยได้พบ ไม่เคยได้เห็น  แค่รู้ว่ามีอยู่ แค่นั้นก็เพียงพอ
ปล. ที่นี่เป็นที่ๆทำให้ผมได้พบกับคนที่มีความคิดเช่นเดียวกัน
หรือใครลองหาคำว่า แลกโปสการ์ดในอินเตอร์เนตดูก็จะเจอมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
และใครที่สนใจอยากจะแลกโปสการ์ดด้วยกันกับผม ก็ลงที่อยู่ไว้ หรือส่มาตามนี้
R216 รุ่งทรัพย์ 121 ซ. สมเด็จพระปิ่นเกล้า บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพมหานคร 10700
นะครับ
รับรองว่าจะตอบกลับทุกฉบับ

edit @ 25 Jul 2009 16:49:01 by saei

edit @ 25 Jul 2009 16:52:31 by saei

edit @ 25 Jul 2009 19:57:39 by saei

edit @ 25 Jul 2009 19:58:18 by saei

      

 ปราณบุรี  เสรีที่ปลายทะเล

 

 

   หลายคนนั้นหลงไหลในการเดินทาง ความอิสระ ความฝัน อุดมคติ และความรัก  การเดินทางไปในที่บางแห่ง อาจทำให้เราได้มองเห็นมุมมองแปลกใหม่ อยู่กับใครสักคน หรืออย่างน้อยก็อยู่กับตัวเอง  ได้ทบทวนเรื่องราวมากมายที่ผ่านมา  

    

                ณ วันนี้ ทะเลปราณบุรียังคงใสกว่าบางที่เช่นพัทยา ชะอำ หรือบางแสน ระยะทางจากกรุงเทพ หากนั่งรถตู้ไปก็กินเวลาไม่เกินสามชั่วโมง แทบไม่ต่างจากช่วงเวลากลับบ้านของใครหลายคนในยามฝนตก รถติด

 

 

 

                ผมไปปราณบุรีครั้งนี้กับทางคณะ ที่ได้จัดกิจกรรมขึ้น หลายชีวิตมุ่งหน้าสู่สถานที่แห่งหนึ่ง  ตามหา หาดทราย แสงแดด และน้ำทะเลที่จะเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศของการรื่นเริง ให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ความคิดอ่านของคนนับร้อยถูกอัดอยู่ในสมองของแต่ละคนภายในรถพัดลมอันเบียดเสียด กระเป๋าหลายใบอาจมีชุดว่ายน้ำ หลายใบอาจมีเครื่องดื่มที่ช่วยจรรโลงและสร้างบรรยากาศ  ในกระเป๋าของผมมีเสื้อผ้างสามชุด กล้องถ่ายรูป และหนังสือสองเล่ม

 

 

 

 

              อากาศของทะเลกรุ่นกลิ่นเกลือและกลิ่นแดด หาดทรายขาวละเอียดนุ่มเหมือนผงแป้งลาดยาวไปจรดภูผาที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดฝั่ง เกลียวคลื่นสาดซัดเศษเปลือกหอยมาเกยเป็นแนวริ้วขาว  เรือสองสามลำจอดนิ่งรอเวลาอกไปไดหมึกยามสิ้นสุดแสงแห่งวัน ผมเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย เริ่มออกห่างจากผู้คน และเริ่มเข้าหาท้องทะเล

           

 

 

 

 

 

 

              ที่สุดหาด เขาหินถูกประดับด้วยต้นไม้จนเขียว ดอกไม้สองสามดอกร่วงลงมาตามแรงลมสู่ผืนทรายนุ่ม แสงอาทิตย์ริ่มอ่อนละมุนและเจือสีส้มระเรื่อ แม่ค้าเริ่มเก็บเก้าอี้ชาดหาด เรือเริ่มออกจากฟากฝั่ง เด็กน้อยวิ่งเล่น  หลายชีวิตกำลังดำเนินไปตามวิถีที่มันเป็น

 

 

 

 

               เมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน ผืนฟ้าสีราตรีห่มคลุมไปทั้วทั้งหาด แสงดาวระยับแข่งกับแสงไฟจากเรือไดหมึกที่เห็นเป็นสีเขียวพราวทั้งขอบน้ำ ผมกับเธอเดินย่ำบนผืนทรายนุ่มละไม สองเท้าสัมผัสเม็ดทรายเย็นฉ่ำ เสียงเกลียวคลื่นกระทบฝั่งดังซัดซ่าแข่งกับเสียงของสายลม ร่างกายเบาโหวงราวกับจะลอยไปด้วยหัวใจแห่งเสรี เราเดินไปไกลก่อนจะนั่งลงบผืนทราย เราพูดคุยถึงความฝัน การเดินทาง และทัศนคติ เวลาแห่งทะเลเคลื่อนผ่านไป ธรรมชาติโอบอุ้มเราไว้และทำให้หัวใจพองโตด้วยความสุข เราละทิ้งเรื่องราวไว้เบื้องหลัง  ต่างคนจมลึกอยู่กับการซึมซับความรู้สึกที่พัดมาตามสายลม 

 

 

 

แสงแดดยามเช้าสาดลงมาชโลมโลก ดอกผักบุ้งทะเลเบ่งบาน โลกกำลังจะดำเนินไปอีกวัน

edit @ 18 Jul 2009 16:57:40 by saei

edit @ 18 Jul 2009 17:10:05 by saei

edit @ 18 Jul 2009 17:11:55 by saei

ความจริงผมแทบจะลืมไปแล้ว ว่าเคยสร้างบล็อกเล็กๆ โลกเล็กๆแห่งนี้ไว้เมื่อนานมาแล้ว (สำหรับผม ช่วงสามสี่ปีที่เป็นช่วงรอยต่อ และผ่านเหตุการณ์มากมายมหาศาลในชีวิตก็ถือว่านานโข)

มันเป็นความบังเอิญ ที่วันหนึ่งผมได้นั่งรีเสิร์ชข้อมูลทางอินเตอร์เนต แล้วก็ได้พบกับความทรงจำเดิมที่ครั้งหนึ่งผมเคยสร้างเอาไว้ ผมไปเจอรูปๆหนึ่งที่ผมจำได้ว่าตัวเองเป็นคนวาด และรูปๆนั้นก็นำผมกลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง   แวบแรกที่กลับเข้ามาในโลกใบเก่านี้ ผมมีความรู้สึกแปลกๆ ผมมองโลกแห่งนี้ต่างออกไปจากที่เคยมอง  ประสบการณ์ และทัศนคติที่ผ่านช่วงเวลามาระยะหนึ่ง ทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่างออกไปจากสมัยที่มีบล็อกเป็นครั้งแรก  ผมพยายาม log in อยู่หลายครั้ง  แต่กลับพบว่าผมจำรหัสผ่านไม่ได้ ผมเริ่มขุดคุ้ยหาความทรงจำเก่าๆที่ฝังลึก จนในที่สุด ความพยายามก็สำเร็จ  ผมกลับเข้ามาได้อีกครั้ง กลับมาพร้อมอะไรที่เปลี่ยนไป 

หลังจากที่ผมทิ้งบล็อกเล็กๆอันแรกของผมเอาไว้แสนนานและโผทะยานไปกับโลกที่ใหม่กว่า ผมมี hi5     facebook  หรืออะไรที่คนเค้ามีกัน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วเสียทีที่โลกใบแรกแห่งนี้ของผมจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวออกไปบ้าง        

 

 

ศึกจอมขมังเวท

posted on 12 Oct 2007 22:48 by saei

 

อ่านนิยายเรื่องศึกจอมขมังเวทแล้วชอบจังครับ 

ไม่รู้ว่ามีใครอ่านเหมือนผมบ้างน้า

รู้สึกว่าชอบเรื่องนี้ขึ้นสมอง

สนุกสุดๆครับ

ไปลองอ่านดูก่อนตัดสินใจซื้อได้ที่

http://www.sorcererwar.com/

เว็บของคุณซีเรียนะครับ

อ้อ รูปข้างบนเป็นรูปตัวละครในเรื่องที่ผมทำขึ้นเองครับ

วาดเอง

คลั่งสุดๆ ว่างั้น 555

 

edit @ 16 Jul 2009 16:38:18 by saei

ส่วนรูปขาวดำก็รู้สึกว่าจะอยู่ที่บล็อกก่อนๆนะครับ แล้วผมจะทำรูปสีมาอีก สนุกดี

คิดถึงนะครับ ไว้เจอกันนะ